เรื่องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสิงคโปร์ ผู้เล่าเป็นพนักงาน ต้อนรับอาวุโสว้ย 36 ปี ของสายการบินแห่งหนึ่ง เขาเล่า ว่า...ถ้าไม่เป็นเพราะคนขับรถแท็กซี่ที่ขับรถไปส่งผมที่บ้าน คืนนั้น ผมคงไม่เชื่อว่าผีมีจริงและคงไม่มีประสบการณ์ที่เกิดขึ้น บาร์โหนเพิ่มกล้ามเนื้อ  กับตัวเองมาเล่าไห่ใครๆ ฟัง ผมยังจำไดไม่มีลืมว่ามันเกิดขึ้นใน เดือนธันวาคม ก่อนถึงคริสต์มาสสองวัน คืนนั้นฝนเทมาราว กับฟ้ารั่ว ผมใช้ร่มสีดำคันใหญ่กางต้านสายฝน ถึงกระนั้น ปลายขากางเกงตลอดจนรองเท้าถุงเท้าผมก็ไม่วายชุ่มโชก สายลมกระโชกแรงเป็นช่วง ๆ ขณะที่ผมเดินจํ้าอ้าวไปตามถนน เซอรังกูนบน เพื่อจะไปรอรถประจำทางตรงป้ายศาลาพักผู้ โดยสารที่อยู่ใกล้ถนนอ้ลจูไนต์บน ผมไปหาเพื่อนคนหนึ่งและ คุยกันเพลินจนลืมเวลา ในสิงคโปร์คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่จะหยุดขับตอนช่วง ระหว่าง 1 1.30 น. ถึงเที่ยงคืน พอเลยสองยามก็จะเริ่มออกหา ผู้โดยสาร เพราะกฎหมายอนุญาตให้แท็กซี่เรียกเก็บค่าโดยสาร เพิ่มจากมิเตอร์หรือเรียกว่าเซอร์ชาร์จ ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์จน กระทั่งถึง 6 โมงเช้า เมื่อรู้อย่างนี้ผมจึงตั้งใจจะทั่งรถโดยสาร ประจำทางกลับบ้านรถเมล์สาย 103 จะวิ่งไปตามถนนเชอรัง กูนบน ป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุดก็ตรงจุดที่ผมว่าแต่ด้น มันอยู่ติด กับสุสานของแขกมาเลย์ที่เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน บิดาดารี่ตอนผมไปถึงป้ายรถไม่เห็นมีใครอยู่แถวนั้น ผมแน่ใจว่า ไม่มีใครเลยจริงๆ เวลาผ่านไปจนกระทั่งเหลือเวลาอีกประมาณ 20 นาทีจะถึงสองยาม รถเมล์คันสุดท้ายจะมาถึงหลังประมาน สองยามสิบนาที นั้นหมายความว่ากังจะมีรถเมล์วิ่งผ่านมาอีก อย่างน้อยสามคันก่อนจะหยุดบริการ ผมกระทืบพื้นคอนกรีต ของศาลาพักผู้โดยสารสองสามครั้ง เพื่อให้นํ้าที่ขังอยู่ในรองเท้า กระฉอกออกมา มีรถบางคันเลี้ยวเช้าถนนคัลจูไนต์บน ยางรถ ลุยฝ่านํ้าฝนบนผิวถนน แตกกระจายเป็นละอองฟังขึ้นมาเป็น ทาง ฝนกังตกอย่างสมื่าเสมอ ไม่มีทืท่าว่าจะซาลงหรือขาดเม็ด ความสนใจผมกลับมาที่ป้ายรถเมล์โหม่  ขายบาร์โหนราคาถูก แต่พอหันมองไป ทางถนนแบรดเดลล์และถนนบาร์ททลืย์ที่มาเชื่อมต่อกับถนนเซ อรังทูนบน ผมถึงกับเกิดอาการสะดุ้งสุดตัว ผู้ชายมาเลย์คน หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น! ตรงป้ายรถเมส์ใกล้ๆ กับที่ผมยืนนั้นแหละ กำลังส่งยิ้มให้ผมอย่างมีไมตรีจิต เขาไว้หนวดเส้นเรียวเล็กที่ ริม^ปากบน ท่าทางของเขาเหมือนกำลังอุ้มเด็กอ่อนที่ห่อด้วย ผ้าหนา เด็กก็ดูเหมือนกำลังหลับสนิท เพราะผมไม่ได้ยนเสียงร้อง เลย ผมกำลังตั้งท่าเตรียมจะเผ่นอยู่เหมือนก้นพลันก็ได้ยินเสียง ชายคนนั้นพูดขึ้นทำนองชวนคุย“อากาศแย่จังนะครับ ฝนตกมาร่วมสองชั่วโมงแล้วยังไม่มี ทีท่าจะหยุด”ผมยิ้มให้เป็นเชิงเห็นด้วยก้บความคิดของเขา “คุณรอรถ สายไหนครับ?”ชายคนนั้นถาม “ร้อยสามครับ”ผมหลุดปากออกไปแล้วถึงมานึกขึ้นได้ว่าไม่น่าทำอะไรโง่ๆ แบบนั้น มันไม่ปลอดภัยเลยที่จะบอกอะไรกับคนแปลกหน้าอย่าง ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิการเช่นนี้และในสภาพ แวดล้อมแบบนี้ ที่ติดอยู่กับป่าช้าแขกมาเลย์ มองไปทางไหนก็ เห็นแต่เนินดินหลุมฝังศพที่ปกคลุมด้วยหญ้า ผมรู้สึกกลัวขึ้นมา จนบอกไม่ถูก ความกลัวนั้นบอกผมว่าควรจะรีบไปจากที่นั้นเสีย โดยเร็ว ไปให้พ้นผู้ชายคนนั้น! ผมนึกสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน  อุปกรณ์ฟิตเนสมือหนึ่ง ว่ากลัวอะไรกันแน่ จะว่ากลัวผู้ชายคนนั้นก็ไม่น่าจะใช่ เพราะ อย่างน้อยที่สุดเขากำลังอุ้มเด็กอ่อน จะเอาปัญญาที่ไหนมาทำ อะไรผมได้ หรือว่าเขาทำได้?หรือผมสรุปเอาเอง ที่อยู่ในอ้อมอกเขานั้นเป็นเด็กอ่อน และกำลังหลับสนิทโดยที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นตัวเด็กแม้แต่น้อย ไม่ว่ากำลังหลับหรือไม่ก็ตาม เห็นฑีจะต้องเผ่นแน่แล้ว ผมบอก
 

Comment

Comment:

Tweet